news

news

ข่าวสารและบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้

WISDOM MAX CENTER | CREATE YOUR WISDOM FOR GROWTH
WISDOM MAX CENTER | CREATE YOUR WISDOM FOR SUCCESS
WISDOM MAX CENTER | CREATE YOUR WISDOM FOR PROFITABILITY

We are the Training Institute that is committed to providing knowledges and potentials for people development

In-house Training

เหตุผลใดบริษัทเราถึงเป็นโรงเรียนฝึกพนักงานให้บริษัทอื่น!!!

  • wisadmin
  • 14 เม.ย. 2558
  • 137 ครั้ง

       เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นหรือไม่ บริษัทเรามีการสรรหาคัดเลือกพนักงานเข้ามาด้วยความเหนื่อยยาก มีการลงทุนสร้างระบบการคัดเลือกพนักงานอย่างดี เพื่อให้ได้มาซึ่งพนักงานที่เหมาะสมกับบริษัทมากที่สุดในขณะนั้นและเมื่อพนักงานเข้ามาแล้ว ก็มีระบบการฝึกอบรมทั้งหน้างานและฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และทักษะอีกมากมาย เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าพนักงานจะมีความพร้อมและสามารถที่จะรับผิดชอบงานที่ท้าทายมากขึ้นได้ พอพัฒนาและฝึกจนสามารถที่จะลงมือทำงานได้จริงๆ แล้ว พนักงานคนนั้นก็มาขอลาออก เพื่อไปทำงานที่บริษัทอื่น ซึ่งบางบริษัทก็เป็นคู่แข่งของเราก็มี แล้วเราก็ต้องมานั่งหาคน ฝึกคนกันใหม่อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนี้

       เราลองมาดูสาเหตุกันว่า อะไรบ้างที่ทำให้บริษัทของเรากลายเป็นโรงเรียนชั้นดีให้กับคู่แข่งของเราเอง

  • ระบบค่าตอบแทนที่ไม่สามารถแข่งขันได้ (Uncompetitive remuneration) สาเหตุแรกสุดที่ทำให้เรากลายเป็นโรงเรียนที่ดี ก็คือ บริษัทของเรามีระบบการจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่สามารถแข่งขันได้ คำว่าไม่สามารแข่งขันได้นั้น ไม่ได้แปลว่า จ่ายต่ำนะครับ โดยทั่วไปบริษัทที่เป็นโรงเรียนได้นั้น มักจะจ่ายอัตราแรกจ้างที่สูงพอสมควร แต่สิ่งที่ทำให้พนักงานขอลาออกและเปลี่ยนงานก็คือ การบริหารการขึ้นเงินเดือนที่มีปัญหา กล่าวคือ ขึ้นเงินเดือนในอัตราที่แข่งขันกับตลาดไม่ได้ ซึ่งทำให้ที่อื่นสามารถที่จะเสนอเงินเดือนในอัตราที่สูงกว่าได้โดยไม่ยากนัก สิ่งที่เคยประสบมาด้วยตนเองก็คือ พนักงานที่ถูกฝึกมาอย่างดี ทำผลงานได้ในระดับ A กลับได้รับการขึ้นเงินเดือน และโบนัสไม่แตกต่างกับพนักงานที่มีผลงานในระดับ D ผลก็คือ คนเก่งๆ ก็ไม่อยากอยู่ทำงานด้วย ตัวอย่างที่เคยเห็นก็คือ A ได้ 6% B ได้ 5.25% C ได้ 5% D ได้ 4.75% และ E ได้ 4.5% การขึ้นเงินเดือนระหว่างผลงานดีสุด กับแย่สุดต่างกันแค่เพียง 1% แบบนี้คนเก่งๆ ก็คงไม่อยากอยู่ทำงานต่อแน่นอนครับ
  • ระบบการประเมินผลงานที่มีปัญหา (Poor of Appraisal) อีกสาเหตุที่ทำให้เราเป็นโรงเรียนชั้นดีให้กับคู่แข่งก็คือ ระบบการประเมินผลงานของบริษัทเรามีปัญหา กล่าวคือ ระบบประเมินผลไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของผลงาน แต่ตอบในเรื่องความรู้สึกของคนประเมินมากกว่า ทำงานได้ดี แต่ไม่ถูกใจหัวหน้า หัวหน้าก็สามารถที่จะประเมินให้ผลงานแย่ลงได้ ด้วยระบบประเมินผลงานที่ไม่มีข้อมูลผลงานจริงๆ มาประเมิน ไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจน และไม่สามารถชี้แจงพนักงานได้นั้น ประกอบกับระบบค่าตอบแทนที่ให้ไม่แตกต่างกันระหว่างผลงาน ก็จะยิ่งส่งเสริมให้บริษัทของเรากลายเป็นโรงเรียนชั้นดีให้กับที่อื่นได้ง่ายๆ
  • ไม่มีเส้นทางเติบโต (No Career Path) อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ พนักงานรู้สึกว่าอยู่ทำงานไปก็ไม่มีที่จะให้เติบโตไปไหนได้ เส้นทางความก้าวหน้าทางสายอาชีพไม่มีความชัดเจน เก่งให้ตายแต่ไม่รู้ว่าตนเองจะโตไปไหนได้บ้าง แบบนี้พนักงานก็ไม่อยากอยู่ทำงาน
  • หาคนได้ไม่ตรงกับวัฒนธรรมขององค์กร (Organization Culture) สาเหตุสุดท้ายที่ทำให้เรากลายเป็นโรงเรียนไปก็คือ การสรรหาคัดเลือกพนักงานตั้งแต่ต้นทาง ไม่สามารถหาพนักงานที่มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมขององค์กร กล่าวคือ ค่านิยมของพนักงาน กับค่านิยมขององค์กรไปกันคนละทาง เวลาทำงาน ก็ทำให้พนักงานรู้สึกได้ว่า มันไม่ใช่เลย พนักงานที่รู้สึกแบบนี้ ก็จะตั้งใจเรียน ตั้งใจฝึกฝน ให้ตัวเองมีฝีมือ เพื่อรอเวลาที่จะออกไปทำงานที่บริษัทอื่นที่มีค่านิยมที่ตรงกับที่ตนเองต้องการ

       ดังนั้นถ้าเราไม่อยากเป็นโรงเรียนให้กับคนอื่น เนื่องจากต้นทุนในการสรรหาคัดเลือกคนนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีต้นทุนในการฝึกอบรมและพัฒนาพนักงานที่บริษัทต้องลงทุน บริษัทเราเองก็ควรจะต้องพัฒนาในเรื่องต่อไปนี้ให้มีความชัดเจนและเป็นธรรม

  • ระบบการประเมินผลงาน ที่สามารถสะท้อนผลงานของพนักงานได้อย่างชัดเจน
  • ระบบค่าตอบแทน และระบบการให้รางวัลตอบแทนผลงาน ที่ชัดเจนตามผลงานที่แสดงออก
  • ระบบความก้าวหน้าในสายอาชีพ
  • ระบบบริหารคนเก่ง Talent Management System

       ถ้าเราทำระบบต่างๆ ข้างต้นให้ดี พนักงานที่เก่งๆ ที่เราลงทุนสร้างมา ก็จะรู้สึกถึงความเป็นธรรมในการบริหารจัดการ และรู้สึกว่า ทำงานที่นี่แล้วมีอนาคตไกล ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของความรู้ ตำแหน่ง และค่าตอบแทนและสวัสดิการ แต่สิ่งที่ผมพบเจอมาก็คือผู้บริหารมักจะไม่ค่อยลงทุนกับเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่ เพราะอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว

       HR คงต้องคำนวณต้นทุนทั้งหมดตั้งแต่ต้นทุนการสรรหาคัดเลือก ต้นทุนการพัฒนาพนักงาน รวมทั้งต้นทุนค่าเสียโอกาส ของพนักงานที่เราหามา แล้วออกไปทำงานที่อื่น เทียบกับต้นทุนที่ต้องวางระบบเหล่านี้ให้ดี ผมคิดว่ายังไงมันก็คุ้มกว่ากันเยอะครับ ถ้าเรามองระยะยาวกันจริงๆ

       Wisdom Max Center "สร้างสรรค์ความรู้สู่ภูมิปัญญาของคุณ"

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ปลดล็อกพลังในตัวคุณ: 5 กุญแจสู่ "ความไว้วางใจในตัวเอง"

ปลดล็อกพลังในตัวคุณ: 5 กุญแจสู่ "ความไว้วางใจในตัวเอง"

สวัสดีค่ะ ผู้เรียนรู้ทุกท่าน! เคยรู้สึกไหมคะว่าบางครั้งเราก็แอบลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน หรือรู้สึกเหมือนพลาดโอกาสดีๆ ไป เพียงเพราะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง? ถ้าคำตอบคือ "ใช่" คุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะคะ! ที่ Wisdom Max Center เราเข้าใจดีว่า "ความไว้วางใจในตัวเอง" หรือ Self-Trust นั้นสำคัญแค่ไหน มันไม่ใช่แค่ทักษะ แต่เป็นเสมือนประตูบานสำคัญที่จะเปิดไปสู่ความสำเร็จในทุกๆ ด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การเรียนรู้ ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันให้มีความสุขและมั่นใจ วันนี้ Wisdom Max Center อยากชวนคุณมาไขความลับของการสร้างความไว้วางใจในตัวเองอย่างเป็นกันเองและเข้าใจง่าย พร้อม 5 เคล็ดลับที่เราคัดสรรมาเป็นพิเศษ เพื่อให้คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และปลดล็อกศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ!

ปลดล็อกศักยภาพลูกน้อย: 5 ไอเดียสุดว้าว สร้าง Growth Mindset ให้เด็กๆ เติบโตอย่างมั่นใจกับ Wisdom Max Center!

ปลดล็อกศักยภาพลูกน้อย: 5 ไอเดียสุดว้าว สร้าง Growth Mindset ให้เด็กๆ เติบโตอย่างมั่นใจกับ Wisdom Max Center!

คุณพ่อคุณแม่และคุณครูทุกท่านคะ ในยุคที่โลกหมุนเร็วปานจรวด ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบทุกวัน การเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่การท่องจำตำรา หรือวัดกันที่เกรดอีกต่อไปแล้วค่ะ สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ "ทัศนคติที่แข็งแกร่ง" ที่จะช่วยให้เด็กๆ ของเราปรับตัว กล้าเผชิญความท้าทาย และเรียนรู้จากทุกประสบการณ์ที่เข้ามาในชีวิต ที่ Wisdom Max Center เราเข้าใจถึงความสำคัญนี้ดี และเชื่อมั่นว่า "Growth Mindset" หรือ "ความคิดแบบเติบโต" คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกน้อยของคุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ยืดหยุ่น เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต และไม่กลัวความล้มเหลวค่ะ