In-house Training
หลักสูตรฝึกอบรมภายในองค์กรที่ออกแบบเฉพาะตามความต้องการของคุณ
ในยุคที่องค์กรต้องแข่งขันทั้งด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานและการรักษาบุคลากรคุณภาพ การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความยั่งยืนขององค์กร พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ และคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงาน อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรยังพบว่าคณะกรรมการสวัสดิการขาดความรู้ด้านกฎหมาย ขาดทักษะการบริหารงานร่วมกัน และไม่สามารถขับเคลื่อนกิจกรรมสวัสดิการให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมได้ หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นสำหรับคณะกรรมการสวัสดิการและผู้เกี่ยวข้อง ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และสามารถทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างฝ่ายบริหารและพนักงาน อันนำไปสู่แรงงานสัมพันธ์ที่ดี ความผูกพันต่อองค์กรที่สูงขึ้น และการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน
เมื่อ “คนเก่ง” ลาออก องค์กรกำลังสูญเสียมากกว่าที่คิด หลายองค์กรกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน… หัวหน้างานเก่ง แต่ไม่มีคนแทน พนักงานศักยภาพสูงเริ่มหมดไฟ เพราะไม่เห็นเส้นทางเติบโต ผู้บริหารใช้เวลามากกับการแก้ปัญหาคน มากกว่าการขับเคลื่อนธุรกิจ เมื่อองค์กรเติบโตเร็ว แต่ “ระบบพัฒนาคน” โตไม่ทัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ • คนเก่งลาออก • ผู้สืบทอดตำแหน่งไม่พร้อม • การเลื่อนตำแหน่งผิดคน • ทีมงานขาดแรงจูงใจ • Productivity ลดลงแบบไม่รู้ตัว องค์กรจำนวนมากลงทุนกับการสรรหาคนใหม่ แต่กลับไม่ได้ลงทุนกับ“การรักษาและพัฒนาคนเก่งที่มีอยู่”วันนี้องค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ได้ชนะเพราะมีคนเก่งที่สุดแต่ชนะเพราะ “มีระบบพัฒนาคนเก่งอย่างต่อเนื่อง” ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรไม่สามารถพึ่งพาความสามารถของบุคลากรเพียงบางคนได้อีกต่อไป เพราะหากบุคลากรสำคัญลาออก เกษียณ หรือย้ายงาน อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และความเชื่อมั่นของทีมงานโดยตรง หลายองค์กรจึงเริ่มเผชิญปัญหา “ตำแหน่งสำคัญไม่มีคนพร้อมทดแทน” และ “พนักงานศักยภาพสูงขาดเส้นทางการเติบโต” หลักสูตรนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบ Talent Management และ Succession Planning อย่างเป็นรูปธรรม โดยผสานแนวคิดเชิงกลยุทธ์ การบริหารศักยภาพบุคลากร และการพัฒนาผู้นำรุ่นถัดไปเข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์กรสามารถรักษาคนเก่ง สร้าง Engagement และเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนได้อย่างยั่งยืน
หลายองค์กรลงทุนกับเทคโนโลยี เครื่องจักร และระบบงานอย่างต่อเนื่อง แต่กลับพบว่าปัญหาสำคัญที่สุดยังคงเป็น “เรื่องคน” พนักงานลาออกสูง คนเก่งไม่อยู่ ผลงานทีมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หัวหน้างานแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง แต่ขาดทักษะในการคัดเลือก พัฒนา จูงใจ และรักษาคนเก่งไว้ในองค์กร หากผู้จัดการและหัวหน้างานยังมองว่าการบริหารคนเป็นหน้าที่ของ HR เพียงฝ่ายเดียว องค์กรอาจสูญเสียทั้งประสิทธิภาพการทำงาน ต้นทุน และโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่การแข่งขันรุนแรง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และคนรุ่นใหม่มีความคาดหวังในการทำงานที่แตกต่างจากอดีต องค์กรไม่สามารถพึ่งพาฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เพียงฝ่ายเดียวในการดูแลและพัฒนาบุคลากรได้อีกต่อไป ความสำเร็จขององค์กรในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของ “ผู้จัดการและหัวหน้างาน” ในการทำหน้าที่เป็น Line Manager ที่สามารถบริหารคนควบคู่กับการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การวางแผนอัตรากำลัง การคัดเลือกบุคลากร การประเมินผลงาน การพัฒนาศักยภาพ การสร้างแรงจูงใจ ไปจนถึงการรักษาพนักงานที่มีคุณค่าให้อยู่กับองค์กร หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้ผู้บริหารและหัวหน้างานเข้าใจหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ บทบาทหน้าที่ของตนเองในฐานะ People Manager พร้อมเรียนรู้เครื่องมือสำคัญที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ ลดปัญหาการบริหารคน และเพิ่มผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
หลายองค์กรกำลังเผชิญปัญหาพนักงานทำงานซ้ำซ้อน ความรับผิดชอบไม่ชัดเจน ส่งต่องานผิดคน ประเมินผลไม่เป็นธรรม และเกิดข้อโต้แย้งระหว่างหน่วยงานอยู่เสมอ เมื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงกลับพบว่า “Job Description” ที่ใช้อยู่ล้าสมัย ไม่สะท้อนงานจริง และไม่สามารถนำไปใช้ในการสรรหา พัฒนา หรือประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนการบริหารคนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น ในยุคที่องค์กรต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว บทบาทหน้าที่ของพนักงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่หลายองค์กรยังใช้ Job Description ที่จัดทำขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ทำให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับสภาพงานจริง เกิดความคลุมเครือในการทำงาน ขาดมาตรฐานในการคัดเลือกบุคลากร การประเมินผล การพัฒนา Competency และการวางแผนอัตรากำลัง Job Description จึงไม่ใช่เพียงเอกสาร HR แต่เป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ที่ช่วยเชื่อมโยงเป้าหมายองค์กรกับผลการปฏิบัติงานของบุคลากร หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถวิเคราะห์งาน (Job Analysis) จัดทำ Job Description ที่สะท้อนงานจริง เชื่อมโยง Competency และนำไปใช้บริหารทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ลดความคลาดเคลื่อนในการบริหารคน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรในระยะยาว
ในยุคปัจจุบันถือได้ว่า “เวลา” เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุกิจ เป็นทรัพยากรที่มีค่า เพราะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นและมีอยู่อย่างจำกัด หลายองค์กรจึงนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการแข่งขัน เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปลูกฝังให้บุคลากรภายในองค์กรเล็งเห็นความสำคัญของ “เวลา” เพื่อให้มีความสามารถในการบริหารเวลาได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งมีการจัดลำดับความสำคัญของงานอย่างเป็นระบบและถูกต้อง เพื่อให้การทำงานในแต่ละวันบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ หลักสูตร การบริหารเวลาและการจัดลำดับความสำคัญงานอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการเรียนรู้ความสำคัญของการบริหารเวลา รู้จักคุณค่าของเวลา สามารถจัดสรรเวลาได้อย่างถูกต้องและสามารถแบ่งแยกระหว่างเเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้ พร้อมทั้งเรียนรู้เทคนิคการจัดลำดับความสำคัญของงาน เทคนิคการขจัดความยุ่งเหยิง เทคนิคการทำงานเชิงรุก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถขับเคลื่อนเป้าหมายขององค์กรประสบความสำเร็จ
องค์กรของท่านเคยเผชิญกับปัญหาเหล่านี้บ้างไหม ? ✓ พนักงานบางคนทำงานไปวัน ๆ ไม่คิดสร้างสรรค์ผลงาน ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ✓ พนักงานบางคนขาดเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน ✓ พนักงานบางคนมีมุมมองหรือแนวคิดด้านลบต่อการทำงาน/องค์กร ✓ ทำงานด้อยประสิทธิภาพและประสิทธิผล ✓ ไม่ผูกพันต่อองค์กร รู้สึกว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ✓ พนักงานบางคนไม่สนใจกำไรหรือต้นทุนซึ่งเป็นความอยู่รอดขององค์กร ✓ คิดลบต่อองค์กร
ปัจจุบันผู้บริหารส่วนใหญ่ต้องการที่จะให้พนักงาน มีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น เนื่องจากการปฏิบัติตนของพนักงานไม่ค่อยมีความรักต่อองค์กร ไม่มองว่าองค์กรเป็นเสมือนบ้านของตัวเองเหมือนในอดีต ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การมีทัศนคติเชิงลบต่อองค์กร , การมองเห็นแต่ข้อเสียขององค์กรเพียงด้านเดียว เป็นต้น การสร้างจิตสำนึกในองค์กรจึงเป็นโจทย์ที่ผู้บริหารต้องการแก้ไขเป็นที่สุด เพราะหากสามารถทำให้พนักงานมีความผูกพันกับองค์กรและทีมงานที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเท่าไร การทำงานก็จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นเท่านั้น บุคลากรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรคงต้องเป็นผู้สร้างจิตสำนึกรักองค์กรขึ้นด้วยตัวเอง โดยการสร้างภาพลักษณ์องค์กรในฝันให้มีความสอดคล้องกับคุณค่าและวัฒนธรรมที่องค์กรเป็นอยู่ รวมทั้งการปฏิบัติตัวในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อบุคคลรอบข้างในองค์กร เพื่อทำให้เกิดความสุขและความภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร วิธีง่ายๆที่สามารถสร้างความรักในองค์กร ก็คือ การมององค์กรในแง่ดีและการปฏิบัติตัวให้รักในงานที่รับผิดชอบ พร้อมกับจับถูกบุคคลรอบทิศทาง ก็จะสามารถเกิดความสุขในการอยู่ร่วมกันในองค์กรได้แล้ว
ภายใต้สภาวะการแข่งขันทางธุรกิจที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การจัดการ ข้อขัดแย้งเพื่อสร้างสัมพันธภาพในงานและการสื่อสารจึงถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่องค์กรส่วนใหญ่นำไปใช้ในการบริหารจัดการงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร การจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารที่ “ถูกต้อง ชัดเจน ตรงประเด็น สั้นกระชับ ได้ใจความ และรวดเร็ว” และการทำงานเป็นทีม ย่อมทำให้องค์กรได้เปรียบในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันการละเลยการจัดการข้อขัดแย้งและการสื่อสารที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน และล่าช้า ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อหน่วยงาน ทีมงานและองค์กรได้เช่นกัน
องค์กรของท่านเคยเผชิญกับปัญหาเหล่านี้บ้างไหม ? ✓ พนักงานบางคนทำงานไปวัน ๆ ไม่คิดสร้างสรรค์ผลงาน ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ✓ พนักงานบางคนขาดเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน ✓ พนักงานบางคนมีมุมมองหรือแนวคิดด้านลบต่อการทำงาน/องค์กร ✓ ทำงานด้อยประสิทธิภาพและประสิทธิผล ✓ ไม่ผูกพันต่อองค์กร รู้สึกว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ✓ พนักงานบางคนไม่สนใจกำไรหรือต้นทุนซึ่งเป็นความอยู่รอดขององค์กร ✓ คิดลบต่อองค์กร ปัญหาดังกล่าวข้างต้นส่วนหนึ่งมาจากการที่พนักงานขาดจิตสำนึกรักองค์กร(Organization Awareness) รู้สึกไม่มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าขององค์กร(Sense of Business Ownership)
การคิดบวกในการทำงานเพื่อสร้างความสำเร็จขององค์กร ( Positive Thinking for Success)
หลักสูตรการอบรมแบบออนไลน์ การบรรยายแบบมีสาระ พร้อมสอดแทรกแนวคิดในการทำงาน
การคิดบวกและควบคุมอารมณ์สำหรับพนักงานมืออาชีพ (Positive Thinking & EQ for SMART People)
ความหลากหลายในสถานที่ทำงาน มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขององค์กรทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบริหารจัดการความหลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ ความจริงแล้ว ความหลากหลายไม่ใช่เป็นปัญหาเสมอไป ในทางตรงกันข้ามความหลากหลายก็เป็นเสน่ห์และคือคุณค่า หากบริหารจัดการเป็น ก็กลายเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อบุคลากร ความแตกต่างของช่วงวัย (Generations) ภายในองค์กรเป็นประเด็นหนึ่งที่มักถูกหยิบยกมาเป็นสาเหตุของปัญหาในการสื่อสาร การประสานงาน การทำงานร่วมกัน การทำงานข้ามสายงาน และการทำงานเป็นทีม เพราะการเติบโตและเลี้ยงดูที่ได้รับได้หล่อหลอมให้บุคลากรแต่ละช่วงวัยมีลักษณะการทำงานและการตัดสินใจที่แตกต่างกันออกไปได้ ซึ่งเป็นความจริง แต่อาจเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว เพราะความจริงอีกส่วนคือ ไม่มีสมองของใครเหมือนกันเลย ดังนั้นแม้อยู่ในช่วงวัยเดียวกัน เรามีบางอย่างคล้ายกัน
หลักสูตร “เทคนิคการคิดเชิงระบบ (Systematic Thinking in Effective Action)” ได้ถูกออกแบบมาตามแนวคิดของการทำงานของฐานสมอง ที่เรียกว่า Brain Best Learning หรือ BBL ทำให้การคิดเชิงระบบมีความสอดคล้องกับวิธีการทำงานของสมองแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม สามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการหาความสัมพันธ์เชิงระบบจากการทำงานต่าง ๆ นำไปสู่การหาข้อสรุปของระบบการทำงาน การตัดสินใจ รวมถึงการวางแผนเพื่อปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็วในเรื่องต่างๆ ทำให้ได้งานอย่างมีคุณภาพอีกทั้งมีประสิทธิภาพ อันเป็นประโยชน์ยิ่งให้กับทุก ๆ องค์กร
ตารางบริหารทักษะในการทำงาน (Skill Matrix) เป็นตารางที่ใช้กำหนดการบริหารงานบุคคลเพื่อใช้วางแผนกำหนดตำแน่งงาน การกำหนดหน้าที่เช่น อะไรเป็นสิ่งที่จะที่บอกได้ว่าพนักงานคนไหนควรต้องทำได้ ความรู้ความสามารถในการทำอยู่ในระดับใด เพื่อทำการประเมินผลงานและใช้วางแผนปรับปรุงพัฒนาบุคลากรต่อไป การกำหนดบริหารจัดการทักษะจะทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรที่ดีและเป็นการเพิ่มศักยภาพของพนักงานให้สามารถทำงานได้ในหลากหลายงาน สามารถปรับเปลี่ยนขบวนการทำงานแทนกันได้ในกรณีที่จำเป็นและช่วยให้เลือกคนมาทำงานกับเครื่องจักรที่เหมาะสมได้ จึงเป็นที่มาของหลักสูตรดังกล่าวข้างต้นในที่สุด